[SF] White Christmas.. [KIHAE]
posted on 27 Nov 2011 11:12 by shining-ip in Short-FictionTitle: white christmas
Author: GumPun
Couple: Kibum .. Donghae
Author’s Note: เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรหรอก เล่าไปเรื่อยๆตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น จับมายำรวมกันเรียกได้ว่าลงตัวทีเดียวเชียว(หรอ?) ฮ่าๆๆ เห็นทวิตเตอร์แล้วมันทนไม่ได้จริงๆ.. TT
‘อา..คริสมาสต์ครั้งนี้ผมไม่อยากอยู่คนเดียวเลยจริงๆ’
“อิ่มแล้วหรอ”
ผมเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า พี่ฮีชอลในสภาพสวมหมวกเพื่อปิดบังผมสั้นเตียนกำลังมองผมด้วยความสงสัย ผมเพียงแค่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“คิดอะไรนิดหน่อยน่ะพี่”
“อืม”
พี่ฮีชอลตอบเพียงแค่นั้นแล้วก็หันไปคุยกับคนข้างๆอย่างพี่จองโมต่อโดยไม่สนใจผมอีก
..เพราะเค้ารู้ว่าผมเป็นคนยังไง..
ผมดีใจมากที่วันนี้พี่ฮีชอล คนที่ผมคิดว่าเข้าไปรับใช้ชาติแล้ว โทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงสดใส
‘คิบอมมมมมมมมม ฉันรู้ว่านายว่าง ออกมาเจอกันร้านเดิมสามทุ่ม ถ้าไปถึงก่อนจองไว้สามที่นะ ’
ผมชะงักเล็กน้อยกับคำว่าสามที่ แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อคนปลายสายก็เหมือนจะรู้
‘...ไม่ต้องทำตาโตฉันรู้นะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่คนที่ฉันพาไปด้วยคือจองโม..’
‘ผมไม่ได้ว่าอะไรนี่ แล้วเจอกันครับ’
ผมวางสายไปพร้อมกับรอยยิ้ม ผมดีใจและมีความสุขจริงๆ..ถึงมันจะเหมือนสุขไม่สุดก็ตามที
..เหมือนอะไรมันหายไปบางอย่าง แต่ผมก็ชินแล้วล่ะ ในเมื่อเป็นผมเองที่เลือกทางนี้
และเมื่อถึงเวลาผมเป็นฝ่ายที่มาช้า ผมเดินเข้าไปในร้านเดิมที่พี่ฮีชอลมักพาผมมาบ่อยๆ มุมโต๊ะในสุดที่เป็นที่ประจำเรียกได้ว่าอยู่ในซอกหลืบลับตาคนก็ว่าได้ เป็นที่ที่ทางร้านเต็มใจที่จะให้พวกเรานั่งแม้ว่าจะไม่ได้จองล่วงหน้า ผมเดินตรงไปทักทายพี่ทั้งสองอย่างอารมณ์ดี พวกเรานั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกันมากมาย จนกระทั่งเมื่ออาหารเริ่มพร่องลงไปทีละนิด จู่ๆผมก็เกิดคิดอะไรขึ้นมา...
ผมไม่ได้เจอเพื่อนๆพี่ๆในวงคนอื่นมานานแค่ไหนแล้วนะ? นี่ผมควรเรียกตัวเองว่าเป็นเมมเบอร์วงอยู่รึเปล่า?
คิดได้เท่านั้นพี่ฮีชอลก็ทักผมขึ้นมาซะก่อน ผมจึงหยุดความคิดก่อนที่มันจะพาให้บรรยากาศที่ดีของผมหมองเศร้าลงไป
“จะเรียกว่าโชคดีได้มั้ยเนี่ยที่ตอนนั้นฉันอุบัติเหตุตอนไปงานศพพ่อเจ้าทงเฮมัน..ไม่งั้นคงเป็นชายหนุ่มรูปงามแข็งแรงบึกบึนไปฝึกอย่างร้ายกาจในค่ายแล้ว”
พี่ฮีชอลยังยังหัวเราะร่าเมื่อพูดถึงปัจจุบันที่ตนไม่ได้ฝึกอย่างจริงจังในค่ายทหารเพราะร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ของเขานั่นเอง
ประเด็นไม่ได้อยู่เรื่องที่พี่ฮีชอลเล่า..
..สิ่งที่ทิ่มลงไปกลางหัวผมก็คือชื่อของคนที่พี่ฮีชอลพูดถึง..
เราไม่ได้เจอกันมานานเท่าไหร่แล้วนะ?
“คิบอม”
“หืม?”
“เป็นอะไรวะ” พี่ฮีชอลเริ่มชักสีหน้าใส่ผม ผมเริ่มรู้สึกถึงรังสีอันตรายที่เริ่มปกคลุมรอบๆตัว
มันทำให้ผมรู้ว่าเรื่องบางเรื่องไม่ควรเอามาคิดในเวลานี้
“เป็นน้องพี่ไง” คำตอบของผมดูจะถูกใจพี่จองโมเป็นพิเศษ พี่จองโมหัวเราะร่าจนพี่ฮีชอลถอนหายใจแล้วเผลอหัวเราะไปด้วย
“เออ ขอบคุณที่ยังมีสติตอบ ฉันชวนแกมากินข้าว ไม่ได้มาชวนระลึกความหลังถึงไอเตี้ยนั่น”
ผมมองหน้าพี่ชายที่เคารพที่สุดอย่างเซ็งๆ ไม่ว่าผมจะคิดอะไรพี่ฮีชอลมักรู้ตลอด สายตาผมคงอ่านง่ายล่ะมั้ง?
พวกเรานั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ๆจึงพากันกลับ โดยที่พี่จองโมจะเป็นคนไปส่งพี่ฮีชอลกลับเอง ส่วนผมน่ะหรอ..ก็ต้องกลับเองตามระเบียบนั่นแหละ
“ไว้ถ้าฉันมีเวลาได้ออกมาอีก ฉันจะโทรหานะ” พี่ฮีชอลกอดผม ก่อนจะผละตัวออกมาแล้วตบไหล่เบาๆ สายตาของพี่จ้องมาที่ผมเหมือนกำลังอ่านใจว่าผมคิดอะไรอยู่
“คิดถึงก็ไปหา อย่าทิฐินักเลย มันไม่ได้ช่วยให้ใครมีความสุขหรอก” มือของพี่ชายของผมโปะอยู่บนหัวเหมือนผมเป็นเด็กตัวเล็กๆที่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง ผมยกยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป พี่ฮีชอลยิ้มให้ผมอีกครั้ง
“ฉันไปนะ” ผมพยักหน้าเบาๆพร้อมกับรอยยิ้มที่ทุกคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี พี่ชายทั้งสองคนของผมกลับไปแล้ว ผมก็ควรจะลากตัวเองกลับได้แล้วเหมือนกัน
เมื่อไขกุญแจเข้าห้องได้ ผมวางข้าวของและทิ้งตัวเองลงบนโซฟา ห้องของผมดูเหมือนจะกว้างเกินไป แต่ก่อนผมรู้สึกดีที่ผมได้มีห้องอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ผ่านไปได้แค่ไม่ถึงอาทิตย์ผมก็รู้ทันทีว่า ผมไม่ชอบความเงียบนี้เลยซักนิด ผมชินกับเสียงที่ดังโหวกเหวกโวยวายแต่เช้าของคนในห้อง ทั้งเสียงคนนั้นพยายามจะปลุกคนนี้ให้ทำงานให้ทันตารางงาน รึแม้กระทั้งเสียงเร่งให้อาบน้ำไวๆ รวมถึงเสียงเรียกมากินข้าว รึแม้กระทั่งเสียงที่ทะเลาะกันด้วยเรื่องเกมส์ที่โกงกันเมื่อคืนที่เมื่ออีกฝ่ายจับได้ก็แทบจะเผาเกมส์ทิ้งกันเลยทีเดียว
มันเหมือนกับอะไรที่วุ่นวายเกินไป แต่ไม่..นั่นคือความสุขของผม
อะไรก็ช่าง ผมคิดถึงเสียงพวกนั้นเหลือเกิน
ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดดูทวิตเตอร์ ยังคงมีเอลฟ์จำนวนมากที่ทวิตหาผมตลอดเวลา แม้ว่าบางทวิตผมจะอ่านภาษานั้นไม่ออกก็ตามที แค่ได้เห็นรูปดิสเพลของแต่ละคนผมก็รู้แล้วว่าพวกเค้าเป็นใคร
พวกเค้าคือคนที่สนับสนุนผมมาตลอดแม้ว่าผมจะทำร้ายจิตใจพวกเค้าด้วยการที่ไม่ได้ร่วมทำงานเพลงอีกแต่อย่างใด พวกเค้าคือคนที่ผมแน่ใจว่าเค้าเป็นคนที่เข้าใจและสนับสนุนให้ผมทำในสิ่งที่ผมรัก
เอลฟ์..
ผมอยากจะบอกพวกคุณมากว่าผมรักพวกคุณและอยากขอบคุณพวกคุณมากแค่ไหน
แต่ความรู้สึกผิดที่มันมากมายของผม ผมไม่สามารถพิมพ์บอกได้ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะมองผมเป็นคนในวงอยู่หรือไม่ ความกล้าของผมในเรื่องแบบนี้จึงมีเพียงแค่รีทวิตพี่ในวงที่บอกรักแฟนคลับตัวน้อยๆของผมเท่านั้น..
ผมรีทวิตของพี่ชายคนนึงของผม
พี่ชายที่นิสัยไม่เหมือนพี่ชาย พี่ชายที่ดูเหมือนจะเด็กกว่าผมในทุกๆอย่าง
พี่ชายที่ผมไม่ค่อยเรียกว่าพี่ชาย..อีทงเฮ
เค้าจะรู้มั้ยว่าผมรีทวิตของเค้า? แฟนคลับคงจะตกใจน่าดู ฮ่ะๆ
เค้าคงไม่รู้หรอก แม้แต่ทวิตของผม เค้ายังไม่ฟอลโล่มาเลยด้วยซ้ำไป
..ทั้งที่ผมอุตส่าฟอลโล่เค้าเป็นคนที่สองของทวิต เป็นคนแรกในวง..ก่อนหน้าพี่ฮีชอลซะอีก..
และแน่นอน ทันทีที่พี่ฮีชอลเห็นว่าผมฟอโล่ทงเฮก่อน ผมโดนสวดยับไปสามวัน โทษฐานที่ไม่ให้เกียรติชายหนุ่มรูปงามอย่างพี่แกก่อน
แต่นั่นปะไร สวดจนพอใจพี่ฮีชอลก็ยิ้มเยาะใส่ผม เค้ารู้หมดทุกอย่างแหละว่าทำไมผมถึงทำแบบนั้น
บางทีผมก็รู้สึกเกลียดรอยยิ้มของพี่ฮีชอลเวลายิ้มเยาะใส่ผมนิดหน่อย สิ่งที่ผมคิด อะไรๆก็ดูจะโปร่งใสไปหมดสำหรับเค้า..เป็นคนที่น่ากลัวจริงๆ คิมฮีชอล
ผมนั่งไล่ดูทวิต มีเอลฟ์จำนวนไม่น้อยเลยที่เมนชั่นมาหาทั้งผมทั้งทงเฮในทวิตเดียวกัน..
ที่สำคัญคือมันไม่ใช่ภาษาเกาหลี..ผมอ่านไม่ออก
กูเกิ้ลก็คงจะไม่ได้ช่วยอะไรผมมากมาย เรียกว่าช่วยไม่ได้เลยจะดีกว่า
แต่ผมก็ดีใจนะ..ไม่รู้สิ เห็นทีไร ปากมันก็พาลจะยกยิ้มทุกที
ผมนั่งไล่อ่านเมนชั่นอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา จนมีอยู่หนึ่งเมนชั่นที่มีรูปแนบมาด้วย..
ความจริงหลายเมนชั่นที่มีรูปแนบมา ผมเปิดดูแล้วก็ขำนะ
แต่เมนชั่นนี้..ผมกลับเงียบ ไม่ใช่ไม่ถูกใจ แต่มัวแต่มองรูปมากกว่า
ผมจำได้ว่าเป็นรูปเมื่อสองปีที่แล้ว วันนั้นเป็นวันเกิดผม..
โทรศัพท์ผมดังหลายครั้งมากกว่าผมจะได้ยินมันแล้ววิ่งไปรับ เพราะผมวางมันไว้อีกที่หนึ่งในขณะที่ผมพยายามจะเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าให้เป็น..
ทันทีที่ผมเห็นชื่อคนที่โทรมา ผมยิ้มแบบไม่สามารถจะเอาอะไรมายิ้มได้อีก และยิ่งไปกว่านั้น ทันทีที่ผมรับ เสียงเจื้อยแจ้วก็ดังออกมาโดยไม่ถามไถ่และไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนรับสายอยู่หรือโทรผิดรึเปล่า
‘ย่าห์~นายอยู่ที่ไหนน่ะ’
‘อยู่ข้างหลังนายน่ะแหละ’ ผมตอบด้วยเสียงนิ่งๆทั้งที่หน้าผมตอนนี้มันยิ้มไม่หุบ
‘เอ๊ะ?.....คิบอม! นายอย่าโกหกดิ’ ผมหัวเราะลั่นทันทีที่รู้ว่าเค้าคงหันหลังกลับไปมอง
‘ไม่ต้องมาหัวเราะ อยู่ที่ไหน ถ้าไม่บอกฉันจะเอาผ้าห่มนายไปเผา’
‘บริษัท..ห้องซ้อมชั้นสอง’
‘ก็แค่เนี้ย..’
สิ้นคำปลายสายก็ถูกตัดไป ผมเลิกคิ้วอย่างงงๆแต่ก็วางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมแล้วกลับมาสนใจกีต้าร์ต่อ
ผมซ้อมไปซักพัก จู่ๆไฟห้องก็ดับพรึ่บ ผมตกใจนิดหน่อยเพราะไฟสีแดงที่ลำโพงตัวใหญ่ยังติดอยู่ และอย่างที่คิด เจ้าตัวแสบหน้าประตูห้องนั่นแหละที่ดับมัน
‘เซงงิลชุกคาฮัมนีดา~’ ผมหัวเราะทันทีที่ได้ยินเสียงร้องเพลงดังขึ้น และผมก็จำเสียงเหน่อแปร่งๆสำเนียงมกโพอย่างนี้ได้ดี
‘ถ้านายยังขำอีกฉันจะไม่ร้องแล้วนะไอเด็กบ้า!’
‘โอเคๆๆ’ ผมต้องกลั้นหัวเราะไว้สุดพลังเพื่อไม่ให้คนที่ตั้งใจร้องเพลงนี้ให้ผมคนแรกของปีนี้ต้องหงุดหงิดและอาจจะพาลเอากีต้าร์มาฟาดผมได้
‘ไม่ร้องแล้ว!’ เจ้าของเสียงเปิดไฟให้ผม และทำให้ผมได้เห็นใบหน้าที่บึ้งตึงของเค้าในตอนนี้
..ถ้าทุกคนได้เห็นก็คงจะคิดเหมือนผม เค้าน่ารักมาก
‘ตามใจ’ ผมยักไหล่อย่างกวนๆแล้วก็หันหลังใส่ แต่เค้าไม่รู้หรอกว่าผมแทบจะลงไปขำกลิ้งอยู่แล้ว
‘ไอบ้าเอ๊ย คนอย่างอีทงเฮอุตส่าจำวันเกิดนายได้ยังจะมาทำหยิ่งใส่อีก!’ ผมรับรู้ได้จากสันหลังที่เสียววาบๆว่าอันตรายกำลังจะเกิดขึ้นและไม่นาน ร่างทั้งร่างก็กระโจนใส่หลังผมทันที
‘เห้ยยยย เดี๋ยวล้ม’
‘ดี! เอาให้หน้าทิ่มเลย’ น้ำเสียงเอาแต่ใจแบบนี้ผมเดาได้อย่างถูกเผงร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า หน้าตาของทงเฮตอนนี้ต้องแค้นผมมากแน่นอน
‘โอเคๆ ลงก่อนๆ’ เจ้าของร่างเล็กที่ชอบคิดว่าตัวเองมาดแมนแฮนด์ซั่มเสียเต็มประดาโดดลงจากหลังของผมอย่างว่าง่าย และยืนกอดอกมองหน้าผมอย่างหาเรื่อง
‘มีอะไรจะพูดว่ามา’ ผมเลิกคิ้วอีกครั้งก่อนจะหัวเราะ แล้วจะให้ผมพูดอะไรในเมื่อเค้ามาหาผมก่อน? คุณว่ามั้ย
‘พูดจาไม่เข้าหูฉันฆ่านายแน่’ ผมสงสัยอยู่ตลอดว่าทำไมคนน่ารักๆอย่างทงเฮถึงติดนิสัยพูดจาห้าวห่ามมาจากพี่ฮีชอลได้มากมายถึงขนาดนี้นะ
‘ขอบคุณ’ ผมพูด
‘อะไรนะ’ เค้ามองไปทางอื่นก่อนจะทำหน้าทำตาเหมือนไม่ได้ยิน
‘ขอบคุณที่จำวันเกิดฉันได้..นายเป็นคนแรกที่มาอวยพรให้ปีนี้..’ ผมพูดพร้อมกับจ้องหน้าของทงเฮ เจ้าตัวยังคงไม่มองหน้าผมแต่ทำไมผมจะไม่รู้ว่าใบหน้าหวานๆนั่นกำลังกลั้นยิ้มจนจะทนไม่ไหวแล้ว
‘จะยิ้มก็ยิ้ม จะมากลั้นทำไม ดูหน้าดิ๊..’ ผมแกล้งแหย่ไปอีกที ได้ผลเกินคาด ทงเฮค้อนฟ้าบมาให้ผมเต็มๆ
‘พูดมาก’ มือที่ลูบต้นคออย่างเขินๆฟาดแขนผมซะเต็มแรง
‘ทำมาเป็นเขิน แล้วใครกันที่พูดว่า คิบอมอา~ซารังฮันดา...อุ๊บ!’ ผมแกล้งพูดถึงเมื่อสองสามเดือนก่อนตอนที่ซุปเปอร์จูเนียร์ได้รางวัลจากรายการใหญ่มา พี่อีทึกพูดถึงผมและแน่นอน เจ้าตัวนี้ก็บอกรักผมกลางเวทีถึงสองเวทีโดยไม่สนใจคนฟังอย่างผมเลยว่าผมจะเขินบ้างรึเปล่า
และตามคาด ทงเฮเอามือมาปิดปากผมไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้
‘เลิกพูดได้มั้ยเรื่องเนี้ย’
‘อื้ออออ’ ผมลากเสียงยาว ไม่ได้ตอบตกลงหรอก แต่เลิกคิ้วแล้วถามว่า ทำไมล่ะ
‘เออน่ะ ไม่ต้องพูดอีก’ ทงเฮหน้าเริ่มแดงขึ้น แต่คิ้วเล็กๆก็ขมวดตามเช่นกัน ผมรู้แล้วล่ะว่าเค้าก็เขินเหมือนกันที่ทำแบบนั้นลงไป ทงเฮไม่ชอบให้ใครมาแซวอะไรแบบนี้หรอก
ผมพยักหน้าเบาๆเพื่อจะบอกว่า เข้าใจแล้ว ปล่อยมือได้แล้ว ทงเฮหรี่ตามองอย่างไม่ค่อยไว้ใจแต่ก็ยอมปล่อยมือลง
‘อ่ะ ฉันจะอวยพรให้นาย...ฉันขอให้นายมีสุขภาพที่แข็งแรง ขอให้ชีวิตนายสดใสเหมือนรอยยิ้มของนาย และนายต้องยิ้มบ่อยๆนะเจ้าแก้มอูม ฉันชอบเวลานายยิ้ม’
‘….’
‘ไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ฉันขอให้นาย คิมคิบอมของฉัน ประสบความสำเร็จในทุกๆอย่าง มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และฉันจะเป็นกำลังใจให้นายเสมอ’ ทงเฮยกยิ้มในแบบที่ผมชอบ
‘สุขสันต์วันเกิดนะคิบอม’
เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ผมโผเข้ากอดทงเฮก่อนแบบนี้ ผมมีความสุขมากจริงๆ
‘ขอบคุณนะ..’ ผมเอียงตัวไปมาทั้งที่ยังกอดทงเฮไว้ ทงเฮลูบหลังผมเบาๆ ผมแน่ใจว่าเค้าก็ต้องยิ้มอยู่เหมือนกัน
ทำไมถึงไม่มีช่วงเวลาดีๆแบบนี้ทุกวันนะ..ผมคงจะเป็นคนที่มีความสุขจนล้นแก้มทีเดียว
‘ถ่ายรูปกัน’ ทงเฮผละตัวออกจากกอดของผมก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกจากกระเป๋ากางเกงแล้ววิ่งไปตรงตู้ที่ไม่สูงนัก
ผมชะเง้อมองคนตัวเล็กที่กำลังพยายามจะวางโทรศัพท์ให้ได้องศาที่เหมาะสม
‘ถ่ายแบบถือกล้องเองไม่ง่ายกว่าหรอ’
‘ไม่เอา เดี๋ยวคนอื่นรู้ว่าฉันอยู่กะนายสองคนแล้วจะแซวกันหูดับตับไหม้..แบบนี้ดูเหมือนมีคนถ่ายให้ดี..’ ผมหัวเราะอีกครั้ง ทำไมจะไม่รู้ว่าทงเฮไม่ชอบให้คนอื่นแซวผมกับเค้า
เพราะคนในวงมันแซวเบาๆเหมือนคนอื่นแซวที่ไหนล่ะ..
‘แล้วเค้าจะมารู้ได้ไงถ้านายไม่เอารูปไปแปะหน้าห้องน่ะ’ ทงเฮไม่ตอบผม เค้ายังคงงกๆเงิ่นๆอยู่กับโทรศัพท์และไม่นานมันก็เข้าที่ ทงเฮหันมายิ้มแบบเห็นเขี้ยวซี่เล็กๆใส่ผม ก่อนจะวิ่งมากอดคอผม
‘ยิ้มเยอะๆนะเจ้าแก้มอูม’ ทงเฮชูสองนิ้ว ผมจะทำอะไรได้ในเมื่อเจ้าตัวเล็กพยายามกอดคอผมอย่างนั้น ผมจึงได้แต่ยิ้มแก้มอูมอย่างที่เค้าบอก
บางทีผมควรวางกีต้าร์ซะก่อน มันจะได้ไม่เกะกะมือผมมากแบบตอนนี้
บางทีผมก็อยากจะกอดเค้าบ้าง
‘นายจะซ้อมต่อหรอ ดึกแล้วนะ’
‘อืม’ นั่นไม่ใช่คำตอบของผมหรอก เพียงแต่ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะเอายังไงดี
‘แล้วถ้าซ้อมเสร็จ จะกลับหอเรา รึจะกลับหอนาย..’ ผมรู้ว่าทงเฮอยากให้ผมกลับไปอยู่ที่หอเดิมของพวกเราทุกคน..แต่มีบางอย่าง ที่ทำให้ผมกลับไปไม่ได้ ทงเฮก็รู้ดีแก่ใจ
‘คืนเดียวก็ไม่ได้หรอคิบอม..’ ใบหน้าที่เหมือนจะเบะตลอดเวลาทำเอาผมใจเสียไม่น้อย ผมวางมือลงบนผมนุ่มของเค้า
‘อย่างอแงสิ โตแล้วนะ’ ผมยิ้มให้เค้า แต่เค้ากลับยิ่งทำหน้าเบะเข้าไปใหญ่
‘เดี๋ยววันคริสมาสต์จะไปหาที่ห้อง เตรียมที่นอนไว้ให้ด้วย’
‘อีกตั้งนานอ่ะ’ ปากบางง้ำงอเหมือนเด็กงอแงที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่ใบหน้าก็พยักเบาๆอย่างเข้าใจ
‘ถ้านายไม่มานะ อย่าหวังว่าจะหาที่นอนได้ในหอนั้นอีกเลย’ หน้าหวานเชิ่ดไปอีกทาง ผมหัวเราะแล้วจับคางที่เชิ่ดอยู่นั่นให้หันมามองหน้าผม
‘จัดต้นคริสมาสต์ไว้ด้วย เดี๋ยวซานต้าจะเอาของไปให้’
เจ้าเด็กน้อยในสายตาของผมยิ้มโชว์เขี้ยวซี่เล็กอีกครั้ง
‘ถ้าของขวัญไม่ถูกใจ ซานต้าจุกแน่’ ผมหัวเราะเบาๆ ทงเฮมองนาฬิกาในห้องซ้อมด้านหลังของผมแล้วก็ต้องร่ำลากันตรงนี้ เพราะหากกลับดึกกว่านี้พี่อีทึกคงจะเป็นห่วงมากแน่นอน ผมจะออกไปส่งเค้าที่หน้าตึกแต่เจ้าตัวบอกว่าให้ผมรีบซ้อมรีบกลับได้แล้วเหมือนกัน
และหลังจากที่ทงเฮกลับไป ผมก็ยิ้มเป็นบ้าอยู่คนเดียว กีต้าร์ที่สะพายอยู่บนไหล่กลายเป็นสิ่งไร้ค่าทันที ผมวางมันลงที่เดิมอย่างเบามือก่อนจะปิดห้องซ้อมแล้วตรงกลับหอพักของผมที่อยู่แยกออกไปไม่ไกลนัก
คืนนั้นผมนอนหลับอย่างสบายใจที่สุด คืนวันเกิดของผม..
และเช้าวันรุ่งขึ้น พี่อีทึกก็โทรมาหาผมด้วยเสียงสดใสสุดชีวิตของเค้า
‘สุขสันต์วันเกิดไอเจ้ามักเน่เบอร์สอง ฮิ้วๆๆๆ’ และเสียงของคนอื่นๆอีกมากมายที่แข่งกันตะโกนอยู่ข้างหลัง ผมพอจะจับใจความได้ว่าพวกพี่เค้าตะโกนอวยพรให้ผม แล้วก็ทะเลาะกันว่าทำไมอีกคนถึงตะโกนกลบเสียงของอีกคน..นี่แหละ วงของผมแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
‘นี่ ตอนนี้อยู่ครบทุกคนนะยกเว้นฮีชอล ที่ตอนนี้น่าจะอยู่หอเจ้าเจย์ แล้วก็ไอตัวแสบของนายที่ยังไม่ตื่น ฉันจะฟ้องว่าเมื่อคืนมันกลับดึกมากไม่รู้แอบไปหากิ๊กที่ไหน’ พี่อีทึกรายงานยาวเหยียด ผมฟังแล้วทำอะไรไม่ได้นอกจากหัวเราะคิกคัก
‘ครับ’
‘ฉันรู้ๆ เมื่อคืนไอแสบนั่นมันอัพมินิโฮมพีเบิร์ทเดย์ใครก็ไม่รู้มีรูปคู่ด้วยอ่ะ ว้ายๆ~~~’
‘อะฮิ้วววววววววววววว’ หลังจากถูกแฉโดยพี่ฮยอกแจแล้ว เสียงนับสิบก็โห่ขึ้นมาจนทะลุออกนอกโทรศัพท์ ..ผมบอกแล้วว่าวงนี้แซวเหมือนชาวบ้านเค้าที่ไหน
‘ฉันคิดถึงนายนะคิบอม’ เสียงรยออุคตะโกนแทรกขึ้นมา ผมยิ้มจนแก้มจะระเบิดอยู่แล้ว
ผมมีความสุข ไม่มีใครลืมผมใช่มั้ย?
‘ขอบคุณครับ’
หลังจากวางสายไป ผมก็ลองไปเปิดดูมินิโฮมพีของทงเฮอย่างที่พี่ฮยอกแจบอก
แล้วมันก็มีจริงๆ..รูปของผมกับทงเฮที่ถ่ายคู่กันเมื่อคืน กับคำอวยพรที่ทงเฮพิมพ์ให้ผมอีกครั้ง และยิ่งไปกว่านั้น ชื่อหัวข้อครั้งนี้ทำให้ผมยิ้มจนแทบสำลักความสุขตาย
내 사람 … คนของฉัน
ผมมีความสุขข้ามวันข้ามคืนเลยสินะ...
.
.
ผมตื่นจากภวังค์อีกครั้งเมื่อหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นเตือนว่ามีเมนชั่นเข้ามาเพิ่มอีกมากมาย ผมไล่อ่านจนเริ่มตาลายแต่ก็อ่านมันจนหมด ก่อนจะปิดแอพพลิเคชั่นทวิตเตอร์บนโทรศัพท์ของผมแล้ววางมันลง ผมตรงดิ่งไปนอนบนเตียงนุ่มทันที
วันนี้ผมคงคิดอะไรมากไป รึไม่ก็แอลกอฮอล์ที่ดื่มพร้อมพี่ชายสองคน ผมถึงปวดหัวขนาดนี้
.
.
‘แค่จะโทรมาบอกฉันซักคำนี่มันคงไม่ทำให้งานนายเสียหรอก!’
RRrrrr~
ผมควานหาเจ้าโทรศัพท์ตัวดีที่ดันแหกปากจ้าแต่เช้าแบบนี้ แล้วกดรับแบบผิดๆถูกๆ และหัวผมก็เริ่มเสียแต่เช้าเมื่อไอเจ้าเสียงดังหนวกหูนี่เป็นแค่สายที่โทรผิดเข้ามา ผมอยากจะนอนต่ออีกซักสองสามชั่วโมงในเมื่อวันนี้ผมไม่มีคิวงานถ่ายละคร
..แต่ตาผมตื่นแล้ว ข่มมันไม่ลงแล้วจริงๆ
เสียงที่ผุดในความฝันของผมก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมามันทำให้ผมเหี่ยวลงทันทีในเช้านี้
เสียงที่ทงเฮพูดกับผมเมื่อต้นปีก่อน
ความผิดของผมเองทั้งนั้น..
ผมบอกกับทงเฮว่าวันคริสมาสต์ผมจะกลับไปหาเค้ากับพวกพี่ๆที่หอของเรา..
แต่คิวถ่ายหนังของผมมันยิงยาวตั้งแต่ก่อนคริสมาสต์เลยไปถึงหลังปีใหม่ ผมรู้อยู่แก่ใจว่าไปไม่ได้ และผมก็บอกตัวเองไว้แล้วว่า ต้องโทรไปบอกทงเฮ..
แต่ผมกลับลืมวันลืมคืน มัวแต่ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก จนลืมคนที่ตัวเองรัก..อีกหลายๆคนที่รอผมอยู่ที่หอ ผมลืมว่าควรต้องทำอะไร
แน่นอนว่าผมรู้ตัวอีกทีก็ปีใหม่ตอนที่กองถ่ายฉลองกัน..
ผมโทรไปหาทงเฮทันทีที่รู้ตัว ปลายสายกดรับแต่กลับไม่มีเสียงพูดตอบรับเจื้อยแจ้วแบบทุกครั้ง ผมเริ่มหน้าเสีย
‘ทงเฮ..’
‘...’
ไม่มีเสียงตอบกลับมาเช่นเดิม ผมแน่ใจว่าเค้าคงโกรธผมมากพอที่แทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความโกรธ
‘ฉันขอโทษนะ’
ผมไม่อยากจะบอกว่าทำไมผมถึงเพิ่งโทรหาเค้าตอนนี้ พูดไปจะเหมือนแก้ตัวมั้ยผมไม่รู้ ผมได้ยินเสียงสูดลมหายใจข้าวของฝ่ายตรงข้าม เค้าคงไม่ได้ร้องไห้แล้วใช่มั้ย
‘ความจริงไม่ต้องโทรมาแล้วก็ได้นะ ถ้ามันจะลำบากนาย’
น้ำเสียงแข็งกร้าวที่พูดเรียบๆทำเอาใจผมร่วงลงไปกองกับพื้น ทงเฮไม่ค่อยพูดกับผมแบบนี้หรอก ผมมักได้ยินเวลาเค้าทะเลาะจริงๆจังๆกับฮยอกแจเท่านั้น
‘ไม่ทงเฮ..คือ’
‘นายยังเห็นฉันเป็นอีทงเฮของนายอยู่รึเปล่า ยังเห็นฉันเป็นพี่ของนายอยู่รึเปล่า รึว่าฉันก็เป็นแค่ไอเด็กคนนึงในสายตานายที่นายจะทำอะไรจะบอกอะไรก็ได้เดี๋ยวก็ลืม’
เสียงของทงเฮเริ่มสั่นจนผมจับได้..
‘ฉันรู้ว่านายงานเยอะ นายคงกลับมาไม่ได้ตามที่บอกกับฉันหรอก ฉันเข้าใจ แต่แค่จะโทรมาบอกฉันซักคำนี่มันคงไม่ทำให้งานนายเสียหรอก!’
ฝ่ายตรงข้ามวางหูใส่ผมแบบไม่รอให้ผมได้พูดอะไรต่อ ผมพยายามโทรกลับไปอีกครั้งแต่สายถูกตัดทุกครั้ง แม้ผมจะโทรไปหาเป็นสิบๆรอบ เค้าก็ยังตัดสาย จนกระทั่งปิดเครื่องไป
เค้าคงรำคาญผม เค้าคงจะโกรธผมมากจนไม่อยากจะเจอหน้าหรือได้ยินเสียงผมอีก
ผมคงทำผิดมามากเกินไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมลืมนัดของเค้า แต่ทงเฮก็เข้าใจและไม่เคยโกรธผมมากขนาดนี้ นั่นเพราะทุกครั้งที่เค้าโกรธผม ผมตามง้อเค้าได้ตลอดวันนั่นเพราะเราอยู่หอเดียวกัน
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ผมอยู่อีกที่หนึ่ง
ความเป็นไปได้ที่จะเจอกันก็น้อยอยู่แล้ว ตอนนี้ผมกลับทำให้มันแทบจะเป็นศูนย์
ผมจะง้อเค้ายังไง ผมควรจะทำยังไงดี?
ผมโทรศัพท์ไปหาพี่อีทึก หวังว่าเค้าคงเป็นคนที่อยู่ใกล้ทงเฮที่สุดแล้วตอนนี้
แต่พี่อีทึกกับพี่ฮยอกแจกำลังถ่ายรายการอยู่ข้างนอก พี่เค้าบอกให้ผมโทรหาคยูฮยอนที่ตอนนี้อยู่ที่หอ แล้วถ้าทงเฮไม่ออกไปไหนทงเฮก็คงจะอยู่ที่หอเหมือนกัน
ผมกดโทรศัพท์โทรหาเจ้ามักเน่ที่เข้ามาแทนผม เป็นคนที่ผมโทรหานับครั้งได้ทีเดียว
‘ว่าไง นึกอะไรถึงโทรมาได้พ่อพระเอกหนังคิมคิบอม’ ทันทีที่มันรับมันก็แสดงบทเจ้ามักเน่ปีศาจใส่ผมทันที ผมยิ้มเบาๆเพียงแค่นั้น
‘ทงเฮอยู่แถวนั้นมั้ย’
‘ว่าแล้วว่าคนอย่างนายต้องไม่ได้โทรมาหาฉันหรอก เชอะ งอนว่ะ เออ รอเดี๋ยวนะ’ ทำน้ำเสียงง้ำงอจนน่าหมั่นไส้แล้วก็คงจะเดินไปดูทงเฮให้ผมล่ะมั้ง ผมได้ยินเสียงคยูฮยอนถามรยออุคว่าเห็นทงเฮมั้ย คำตอบที่ผมได้ยิน ผมว่าผมฟังไม่ผิดนะ..
‘อยู่ในห้องน่ะแหละ ตะกี๊ยังนั่งเล่นอยู่ห้องโถงอยู่เลย แต่ไม่รู้คุยโทรศัพท์กับใคร ดูเหมือนจะทะเลาะกัน แล้วก็...’ เสียงรยออุคเงียบไป แต่กลับเป็นเสียงคยูฮยอนดังขึ้นมาแทน
‘ไอคิบอม แกไปทำอะไรให้พี่ทงเฮโกรธวะ แกใช่มั้ย?’ เสียงคยูฮยอนใกล้ขึ้นหลังจากเสียง ดูเหมือนคยูฮยอนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา
‘คิบอมหรอ?’ ผมได้ยินเสียงรยออุคถามแค่นั้นแล้วก็หายไป เหมือนคยูฮยอนจะเดินหนีไปไหนซักที่เพื่อที่จะคุยกับผมเพียงลำพัง
‘เกิดอะไรขึ้นวะ’
‘พี่ทงเฮร้องไห้’
‘….’
‘ฉันไม่รู้ว่าแกทำอะไรนะเว่ย แต่พี่ทงเฮเปราะบางขนาดนี้แกก็รู้ รู้ดีกว่าใคร แต่ทำไมแกถึง..’ เสียงคยูฮยอนเงียบไป กลายเป็นเสียงถอนหายใจแทน ผมรู้ว่าเค้าอยากจะด่าผมใจแทบขาดแต่คยูฮยอนเป็นคนที่มีสติพอที่จะรู้ว่าอะไรควรทำในตอนนี้
‘คยูฮยอน..ขอฉันคุยกับคิบอมได้มั้ย..’ เสียงรยออุคที่ดังอยู่ห่างๆทำให้ผมเรียกสติตัวเองที่มันลอยไปไกลกลับมาอีกครั้ง
‘คิบอม ฉันเองนะ รยออุค..ฉันไม่รู้ว่ามันจะเป็นเพราะสาเหตุนี้รึเปล่าที่พวกนายทะเลาะกัน แต่ฉันอยากจะบอกให้นายรู้’
‘…’
‘วันคริสมาสต์ที่ผ่านมา ห้องเราแทบจะไม่ได้จัดงานกันเพราะพี่ทงเฮบอกให้รอนาย..’
ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผมพูดออกมาได้อีก..
‘พี่ทงเฮจัดต้นคริสมาสต์รอนาย รวมถึงไล่พี่ชินดงออกจากห้องให้มานอนห้องฉันเพื่อที่จะปูที่นอนไว้ให้นาย’
‘…..’
‘แต่สุดท้าย พวกเราทนไม่ไหวเลยเริ่มงานกันก่อน จนงานแทบจะเลิก ฉันเดินไปหาพี่ทงเฮที่นั่งอยู่คนเดียวข้างต้นคริสมาสต์ พี่เค้าเอาแต่เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง เค้ายิ้มให้ฉันแล้วบอกว่า วันนี้คิบอมคงมีงาน คงมาไม่ได้แล้วล่ะ..’
ผมก็สมควรแล้วล่ะที่จะได้รับความโกรธนั้น
‘ฉันรู้ว่าถึงแม้พี่ทงเฮจะยิ้ม แต่หลังจากกลับเข้าห้องไปเค้าต้องร้องไห้แน่...คิมคิบอม นายควรจะรู้เรื่องนี้ไว้นะ ...แค่นี้แล้วกัน’
รยออุควางสายไปแล้ว ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แม้ว่าบรรยากาศงานปีใหม่ของกองถ่ายวันนี้จะครึกครื้นขนาดไหน ผมก็ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองยิ้มออกมาได้อีก..
ตั้งแต่วันนั้นผมติดต่อทงเฮไม่ได้อีก เค้าไม่ยอมรับสายของผม แม้ว่าผมจะโทรเข้าเบอร์คนอื่นไป เค้าก็ไม่ยอมมาคุย ผมเลยตัดสินใจว่าจะกลับไปหาเค้าที่หอ พอดีกับที่พี่อีทึกบอกว่าวันนี้จะมีงานปาร์ตี้ฉลองวันว่างสามวันตรงกันของพวกพี่ในวงที่หอพอดี
พี่อีทึกบอกผมว่า เค้าจะไม่บอกกับใครว่าผมจะกลับไปยกเว้นพี่ฮีชอล ให้ผมมาตอนประมาณทุ่มนึง ผมตอบตกลงและขอบคุณพี่ชายคนนี้อย่างมากมาย
เมื่อถึงเวลา ผมกับพี่ฮีชอลไปที่หอนั้นพร้อมๆกัน โดยที่พี่ฮีชอลเป็นคนเปิดประตูเข้าไปแล้วทุกคนก็เริ่มส่งเสียงดังต้อนรับด้วยความดีใจ
‘ย่าห์ๆ ฉันไม่ได้มาคนเดียวนะ ฉันพาน้องฉันมาด้วย~’
‘ฮงกิหรอพี่?’ ทงเฮถามเสียงเจื้อยแจ้ว ผมที่ยืนหลบอยู่หลังประตูจิ๊ปากขัดใจนิดหน่อยก่อนจะเดินเข้าไป
‘ขอโทษด้วยที่เป็นคิมคิบอม ไม่ใช่อีฮงกิ’ ทันทีที่ผมก้าวผ่านประตูเข้ามา บรรดาพี่ๆรวมถึงรยออุคกับคยูฮยอนก็ถลาเข้ามาใส่ผมแบบบ้าคลั่ง ผมหัวเราะกับท่าทางของทุกคนที่แทบจะอุ้มผมขึ้นเสียให้ได้
มีแค่อีทงเฮที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ผมหัวเราะและทักทายพี่ๆเพื่อนๆในวงก่อนจะหันไปมองคนที่ไม่ยอมเข้ามาหาผม
ทงเฮกำลังเม้มปาก...ตาก็เริ่มแดง ผมรู้แล้วล่ะว่าเค้ากำลังจะร้องไห้
‘อึก...’ ห้องทั้งห้องเริ่มเงียบลงหลังจากที่ผมจ้องมองทงเฮ จนผมได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆที่ทงเฮพยายามจะเก็บมันไว้
‘ทงเฮ..คือ’
‘อึก..คิบอม...’
‘…ไม่เจอกันนานนะ สบายดีใช่มั้ย..’
‘คิบอม..’ สิ้นคำทงเฮร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร พี่ๆในวงหัวเราะกันร่วนพร้อมกับวิ่งไปล้อมตัวทงเฮแล้วขยี้หัวกันอย่างสนุกสนาน รวมถึงไอเจ้าคยูฮยอนที่แอบผสมโรงไปกับเค้าด้วย
สะใจกันใหญ่..ไอเด็กขี้เหงาแต่หยิ่งผยองไม่ยอมรับโทรศัพท์เค้าเนี่ย
‘มากันครบแล้ว วันนี้เรามาสนุกกันดีกว่า ฮิ้ววววววว’ หลังจากพี่อีทึกพูดจบ งานก็เริ่มอย่างเป็นทางการ แต่ผมกลับเลือกเดินตรงเข้าไปหาทงเฮทันที
‘ขอโทษนะ...’
‘ไม่เป็นไร..ไม่อยากโกรธแล้ว เหนื่อย..คิดถึงด้วย’ ทงเฮยิ้มหวานพร้อมปาดน้ำตาออกลวกๆ แล้วดึงข้อมือผมไปที่โต๊ะเพื่อหาของกินก่อนจะลากผมไปเต้นแร้งเต้นกากับพี่ๆคนอื่นๆมันเลยทำให้ผมไม่ได้ยินที่พี่ฮยอกแจกับพี่อีทึกแอบวางแผนแกล้งทงเฮกันอยู่ไกลๆ
‘ฮยอกแจนายคอยดูนะ ฉันจะยุให้ทงเฮมันพูดเรื่องร้องไห้ในสตรองฮาร์ท..’
‘แล้วถึงตอนนั้นผมจะเปิดโปงเรื่องที่มันร้องไห้คิดถึงคิบอมเอง พุฮะฮ่า~’ ทั้งสองคนหัวเราะอย่างร้ายกาจก่อนจะแทคมือกัน
ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี..ผมกับทงเฮไม่มีอะไรที่ต้องงอนง้อกันอีกต่อไป และประเด็นต่อมาก็คือ วันคริสมาสต์นี้ ผมกับทงเฮก็อยากจะจัดต้นคริสมาสต์ด้วยกันอีกครั้ง คราวนี้ผมต้องมาให้ได้ ไม่ว่ายังไงก็เถอะ..
แต่ถึงผมจะมาได้ ก็ใช่ว่าทงเฮจะว่าง..
และไม่ใช่แค่ทงเฮที่ไม่ว่าง พี่ๆทุกคนมีคอนเสิร์ตซุปเปอร์โชว์สามที่กวางโจว
ทงเฮโทรมาขอโทษผมน่าดูเลยล่ะ แต่ผมก็เข้าใจนะ
มันเป็นเหตุผลที่ว่าในปี 2010 ผมจึงต้องอยู่คนเดียวในวันคริสมาสต์...
และหลังจากนั้นทงเฮก็ติดงานมากมายที่เริ่มสุมเข้ามาอย่างหนักที่จีน ทำให้ผมขาดการติดต่อจากเค้าไปนาน
จนถึงตอนนี้..
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมเพิ่งได้สมัครทวิตเตอร์ที่พี่ฮีชอลย้ำนักย้ำหนาว่าต้องสมัครให้ได้ หลังจากที่ผมได้มียูสเรียบร้อยแล้ว ผมก็ทำการฟอลโล่พี่สาวที่ทำงานในบริษัทเป็นคนแรก หลังจากนั้นผมก็ฟอลโล่ทงเฮทันที ผมหวังว่าเค้าจะเห็น
แต่ก็เปล่าเลย..
วันต่อมาผมนั่งมองทวิตเตอร์เพลินๆ มือก็กดแป้นพิมพ์โทรศัพท์ไปเพลินๆ แล้วผมก็ดันไปเผลอกดทวิตออกไปซะได้..
‘MISS YOU’
ใครจะบอกว่าผมเสี่ยวที่พิมพ์คำนี้ลงไปผมก็ไม่สนหรอก..
ทวิตเตอร์ทำให้ผมได้คุยกับคนอื่นๆมากมายโดยเฉพาะกับพี่ฮีชอล แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้โทรหากันเท่าไหร่ในช่วงที่ผ่านมา แต่เรากับคุยกันอย่างสนิทสนมเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ผิดกับอีกคนที่หายไปอย่างไร้การติดต่อ
อยู่ๆพี่ฮีชอลก็พิมพ์บอกว่าคิดถึงช่วงเวลาก่อนเดบิวท์ตอนที่พวกเรายังอยู่ด้วยกัน ทั้งพี่ฮีชอล ผม พี่ยุนโฮ และทงเฮ...
นั่นทำให้ผมกำลังจะเป็นบ้าตาย..
เวลาผ่านไปหลายเดือน ผมไปเที่ยวที่นั่นที่นี่กับเพื่อนเก่าๆ มันทำให้ผมหายเหงาไปได้มากทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ยังเป็นผม
ผมยังคงคิดถึงพี่ชายจอมดื้อคนนึงของผมเหมือนเดิม ทำไมเค้าถึงไม่เห็นทวิตเตอร์ของผมกันนะ?
อาจเป็นได้ว่าทงเฮมีแฟนคลับทั่วโลกไม่ใช่น้อย การจะเปิดกล่องเมนชั่นครั้งนึง ต่อให้คุณจะเก่งแค่ไหนก็ไม่ไม่สามารถอ่านมันได้หมดหรอกผมเชื่อ..
อย่างที่สองคือ พี่ฮีชอลก็ไม่ได้บอกทงเฮว่าผมเล่นทวิต..อืม จะว่าไปมันก็ไม่เห็นจำเป็นต้องบอกเลยนี่เนอะ..
วันนึงผมเปิดทวิตมา ด้วยความที่ผมไม่ได้ฟอลโล่ใครมากมาย ไทม์ไลน์ของผมจึงไม่ได้วิ่งไหลเป็นน้ำในแม่น้ำนัก ผมได้เห็นทวิตน่ารักๆของใครบางคนที่ทวิตบอกแฟนคลับเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่เจ้าตัวน่ะไม่ได้สันทัดภาษานี้ซักเท่าไหร่หรอก..แต่ดันชอบเหลือเกินอะไรที่มันสากลเนี่ย
ผมเชื่อว่า เอลฟ์ทุกคนก็คงจะมองว่ามันน่ารักเหมือนกัน
‘Good Night!! ELF ...!’
ผมกดรีทวิตโดยไม่ลังเล ผมก็อยากบอกเอลฟ์ที่ยังรอผมอยู่เหมือนกันนี่นา..หวังว่าเจ้าของทวิตคงไม่ว่าอะไรผม
แน่นอนว่าหลังจากที่ผมรีทวิต กล่องเมนชั่นแทบทะลักไปด้วยเอลฟ์ที่น่ารักของผมหลากหลายภาษา และส่วนมากเมนขั่นถึงทั้งทงเฮและผมในทวิตเดียวกัน
ผมแค่หวังว่าเค้าจะรู้บ้าง..ว่าผมยังอยู่ตรงนี้เสมอ
ไม่กี่วันถัดมาเป็นวันเกิดของผม..ผมได้รับข้อความจากพี่ๆและทวิตอวยพรจากเอลฟ์ที่น่ารักมากมาย ผมรู้ว่าพวกพี่ทุกคนยุ่งมาก แค่หนึ่งในนั้นมีข้อความจากทงเฮผมก็ดีใจแล้ว..
ขอบคุณที่ยังจำวันเกิดผมได้..ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกัน ถ่ายรูปด้วยกันเหมือนสองปีก่อนก็เถอะ ผมไม่เป็นไร..
ในวันเกิดของทงเฮ ผมชั่งใจนานมากว่าจะทวิตไปหาเค้าดีมั้ย? แล้วถ้าเค้าไม่เห็นทวิตผมล่ะ? ผมพิมพ์ๆลบๆข้อความอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...อัพเรื่องอื่นไป..
ผมกลัวหน้าแตกย่อยยับ..เลยตัดสินใจส่งข้อความไปให้แทน
คิดแบบนี้ก็จบแล้วตั้งแต่แรก..ผมเหมือนคนบ้ายังไงก็ไม่รู้แฮะ..
แต่ผมไม่ได้ข้อความอะไรตอบกลับมาหรอกนะ แค่ได้ส่งไปก็พอใจแล้ว...
วันนี้ผมเปิดทวิตเตอร์ดูอย่างเอื่อยๆเหมือนเช่นทุกๆวัน.. เพราะช่วงนี้ผมค่อนข้างว่างจากการถ่ายละคร ไม่ได้ถ่ายทุกวันเหมือนตอนแรกๆแล้ว..
แล้วผมก็ได้เห็นเมนชั่นมากมายที่แสดงความยินดีกับซุปเปอร์จูเนียร์กับงานประกาศรางวัลของเมล่อน..พวกเค้าไม่ได้แสดงความยินดีกับพวกพี่ๆของผมเท่านั้น เค้ายังเมนชั่นถึงผมด้วยเหมือนกัน
ทั้งๆที่ผมไม่ได้มีส่วนร่วมกับในวงเลยซักนิด..
ไม่ว่าจะเขียนบอกว่ายังคงรอผมอยู่ จะสนับสนุนงานผมต่อไป มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆว่าเป็นยังไง ถ้าหากคุณมีแฟนคลับที่น่ารักอย่างผมคุณจะรู้เองว่า คุณรู้สึกดีใจและมีความสุขมากแค่ไหนที่เห็นพวกเค้าอดทนกับการรอให้ผมกลับไปร่วมงานกับวง แม้จะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ พวกเค้าแค่เชื่อใจในตัวผม..
ผมต้องขอบคุณซักกี่ครั้งถึงจะพอสำหรับพวกเค้าทุกคนที่สนับสนุนผม
ผมคงต้องส่งข้อความไปหาพี่ๆในวงเพื่อแสดงความยินดีหน่อยแล้ว..
และเมื่อผมส่งข้อความให้ทุกคนเรียบร้อย ผมก็กลับมาเปิดทวิตดูอีกครั้ง ครั้งนี้ผมเข้าหน้าเพจทวิตของทงเฮ ผมไล่อ่านข้อความเก่าๆแล้วก็ต้องขำเพราะทงเฮพยายามใช้ภาษาอังกฤษในการอัพทวิตมากๆ..แต่ก็มีแต่คำพื้นฐาน
โถ่ พ่อเด็กหัวนอก..
ผมอ่านไปขำไปจนกระทั่งเลื่อนไปเจอทวิตนึง ผมอ่านมันซ้ำไปซ้ำมา
‘ต้นไม้..เสร็จแล้ว!! Merry Christmas & Good Night ^^’
ผมหัวเราะคิกเมื่อเห็นวันที่ที่ทงเฮอัพ.. 2 พฤศจิกายน
จะรีบคริสมาสต์ไปไหนกันนะ ฮึ~
แต่เมื่อผมเปิดลิ้งรูปที่มีอยู่ในทวิตนี้ด้วยแล้วผมก็ยิ่งยิ้มหนัก..
มันคือรูปของทงเฮนั่งหันหลังให้กล้องและหันหน้าออกไปมองกระจก ข้างๆตัวเค้ามีต้นคริสมาสต์เล็กๆที่ตกแต่งแล้วเปิดไฟอยู่
มีข้อความอะไรที่จะบอกผมในรูปนี้รึเปล่า?..ผมก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะ..
แต่โอเค คริสมาสต์นี้ตารางผมว่างนะ..
ผมพิมพ์ข้อความบางอย่างลงในทวิตเตอร์อย่างรวดเร็วโดยไม่เมนชั่นถึงใครทั้งนั้น ให้คนอื่นเค้าคิดว่าผมพูดลอยๆแล้วกัน..
และผมก็พิมพ์มันลงในข้อความด้วยประโยคเดียวกัน ก่อนจะส่งไปให้เด็กที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่ข้างต้นคริสมาสต์นั่นคนเดียว
ผมหวังว่าคริสมาต์ที่ผมรอมาสองปีคงจะทำให้ผมคุ้มค่ากับการรอหน่อยนะ..
.
.
.
“ทงเฮว้อย ข้อความเข้าสองอันสามอันแล้ว ช่วยมาเปิดดูหน่อยเหอะ ไม่ก็ช่วยปิดเสียงมันหน่อย” เยซองที่ดวลเกมส์อย่างเมามันส์กับเจ้ามักเน่ทั้งๆที่ใส่สูทเพราะเพิ่งกลับจากงานประกาศรางวัลของเมล่อน ตะโกนดังเข้าไปในห้องให้เจ้าของโทรศัพท์ที่วางมันทิ้งไว้ห้องโถงรับรู้
“ครับ คร้าบบบ” ทงเฮในเสื้อเชิ้ตสีม่วงเข้มที่ถอดเสื้อนอกและปลดกระดุมเม็ดบนออกแล้ว วิ่งออกมาจากห้อง ก่อนจะมาหยิบไอโฟนและแบล็กเบอร์รี่ของตัวเองไป
“ข้อความจากคิบอมป่าวอ่ะ คิบอมส่งให้ฉันด้วยแหละ” เยซองพูดเหมือนจะอวดทงเฮกลายๆทั้งที่มือยังคงกดจอยสติ๊กอยู่
“ไม่ต้องขี้โม้แกล้งแหย่พี่ทงเฮเลยพี่ เค้าได้ข้อความกันทุกคนแหละ...นี่แน่ะ!” คยูฮยอนพูดขึ้นพร้อมกดแป้นจอยสติ๊กรัว
“อ้าวอะไรวะนายก็ได้หรอ...เห้ย รถฉัน!” เยซองทิ้งจอยสติ๊กลงบนตักก่อนจะหันหน้ามามองคยูฮยอน
“ไอมักเน่ปีศาจ แก..”
ทงเฮหัวเราะคิกที่เยซองถูกคยูฮยอนแกล้งให้เกมส์โอเวอร์ซะดื้อๆ แล้วหันมาให้ความสนใจกับโทรศัพท์ในมือ
‘2 Message’
ทงเฮกดเปิดเข้าไปดูทันทีแล้วก็พบว่า มาจากคนเดียวกันทั้งสองข้อความ
ข้อความแรกเป็นข้อความแสดงความยินดีแด่ซุปเปอร์จูเนียร์กับรางวัลที่ได้มาวันนี้
ส่วนข้อความที่สอง..
“ผมได้จากคิบอมตั้งสองข้อความผมยังไม่อยากจะอวดพี่เลย โด่วว” ทงเฮแลบลิ้นให้เยซองก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไป
“เห้ย ทำไมได้สองอันอ่ะ? อะไรอ่ะ..คิบอมแม่งลำเอียงว่ะ แล้วแกอ่ะ ได้ข้อความเดียวรึสอง..” เยซองหันมาถามมักเน่ที่นั่งเก็บจอยสติ๊กอยู่ข้างๆ
“เรื่องไรผมจะบอกพี่ล่ะ..” คยูฮยอนทำหน้ากวนๆใส่พี่ชายก่อนจะลุกขึ้นยืน
“อ้าวเห้ยไอนี่...”
“ไปอาบน้ำเหอะพี่ เน่าอ่ะ” เยซองอ้าปากค้างก่อนจะลุกตามคยูฮยอนไปโดยที่ยังนึกสงสัยอยู่ทุกวันว่าตกลงใครเป็นพี่ใครเป็นน้องกันแน่วะเนี่ย?
ทางด้านทงเฮที่เดินกลับเข้าไปในห้องของตัวเองแล้ว ก็ยิ้มเล็กยิ้มน้อยกับข้อความที่เค้าได้รับ แล้วก็อ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น..
‘อา..คริสมาสต์ครั้งนี้ผมไม่อยากอยู่คนเดียวเลยจริงๆ’
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดที่คิบอมส่งมา ..
แต่ตอนนี้คนรับรับรู้แล้ว..แล้วก็ยิ้มจนเขี้ยวซี่เล็กแทบจะหลุดออกมาแล้ว
มือเล็กพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี และทันทีที่กดส่ง ทงเฮก็เอนตัวนอนลงกับเตียงอย่างสบายใจด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะเผลอหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า
To: kibummie~ [010XXXXXXX]
Message:
ขอให้นายสมหวัง ไม่ต้องอยู่คนเดียวในคริสมาสต์นี้..
...ส่วนฉัน ฉันก็หวังว่าคริสมาสต์ปีนี้ฉันจะได้เจอคนที่ฉันอยากจะเจอในทุกๆคริสมาสต์ซักทีนะ ^^..
THE END
หลังจากคิบอมอัพทวิตเมื่อสามวันก่อน ก็พิมพ์ยิกไม่คิดถึงการบ้านที่กองพะเนินสูงกว่าหัวเลยค่ะ ฮ่าๆๆ
ถ้าคนในไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ไม่ขึ้นแซวคิเฮกัน อิปั่นก็จะลืมไปแล้วว่าทงเฮก็รีบคริสมาสต์กะเค้าเหมือนกัน อุอุ
หวังว่าคงจะนึกภาพที่คิเฮถ่ายรูปด้วยกันเมื่อสองปีก่อนได้ใช่มั้ยคะ? มันเป็นภาพที่ตราตรึงใจมากจริงๆ TT..
ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ 555 :)








